วันเสาร์, มิถุนายน 09, 2555

Mac OS X Lion อ่านก่อนอัพเกรด!!!

Mac OS X Lion Review

สัปดาห์ที่ผ่านมา Apple ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Mac OS X เวอร์ชั่นใหม่ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่แปดนับแต่เริ่มต้นของ OS X มีฟังค์ชั่นใหม่เพิ่มเติมเข้ามามากมายซึ่งอาจจะดูแปลกตาไปบ้างสำหรับหลายๆคน แต่ก็มีวิวัฒนาการใหม่ๆมากมายที่แฝงอยู่ในนั้น มาค้นหาคำตอบกันได้เลยที่นี่

ซื้อและลง Mac OS X Lion ผ่าน App Store

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่เวลาต้องการจะซื้ออะไรก็จะไปเดินตามห้างหรือร้านค้าในที่ต่างๆ แต่มีจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะคลิกซื้อสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซอฟต์แวร์ก็เป็นสินค้าอีกประเภทหนึ่งในบรรดาสินค้าออนไลน์ที่มีผู้คนให้ความนิยมเป็นจำนวนมาก แต่สำหรับระบบปฏิบัติการแล้วเป็นเรื่องที่ยากในการที่จะให้ผู้ซื้อคลิกจ่ายแล้วติดตั้งได้ในทันที วันนี้ Apple ได้ทำสิ่งนี้ให้เป็นจริงขึ้นมาแล้วสำหรับระบบปฏิบัติการ Mac OS X Lion เวอร์ชั่นที่แปดของ OS X
Apple ถือได้ว่าเป็นบริษัทผู้นำยักใหญ่ทางด้าน IT ในปัจจุบัน เมื่อวันพุทธที่ผ่านมา Apple ได้เปิดให้ผู้ใช้สามารถดาวโหลดระบบปฏิบัติการตัวใหม่ Mac OS X Lion หลังจากที่ได้ออกเวอร์ชั่น Golden Master ให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้ทดลองเมื่อเดือนก่อน โดยผู้ที่ใช้ Mac สามารถดาวน์โหลดได้โดยตรงจาก Mac App Store ในราคาเพียง 29.99 $ ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับระบบปฏิบัติการอย่าง Windows และด้วยราคาที่ตำ่นี้เองเพียงแค่วันแรกที่ Apple วางขาย OS X Lion ใน App Store ก็มีผู้เข้าไปดาวน์โหลดแล้วถึง 1 ล้านคน!
สำหรับตัวไฟล์ที่ต้องดาวน์โหลดนั้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ถึง 4 GB ทำให้ผู้ใช้บางท่านที่สัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่เร็วมากนักต้องรอกันเป็นวันๆ ทาง Apple จะวางขาย Mac OS X Lion ในรูปแบบของ USB Stick เดือนสิงหาคมนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ต้องการดาวน์โหลดผ่านทาง App Store ได้มีทางเลือกอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้แล้วเมื่อบวกกับมูลค่าของตัวยูเอสบีจะทำให้ราคา OS X Lion ในรูปแบบที่ไม่ผ่าน App Store มีราคาที่สูงขึ้น คุณสมบัติของผู้ที่ต้องการติดตั้ง Lion นั้นก็คือ คุณต้องมี Snow Leopard เป็นระบบปฏิบัติการพื้นฐานอยู่ก่อนจึงจะสามารถติดตั้ง Lion ได้

Mac OS X Lion มีดีอย่างไร

ก่อนที่ทุกคนจะมุ่งไปที่ App Store และดาวน์โหลด Lion มาใช้กัน เราควรจะต้องเข้าก่อนว่า Apple ต้องการอะไรจากระบบปฏิบัติการตัวนี้ หลายคนที่มี iPhone อยู่ในครอบครองคงรู้จัก iOS กันเป็นอย่างดี Apple พยายามที่จะนำส่วนดีจาก iOS ที่เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์พกพาอย่าง iPhone หรือ iPad เข้ามาผสมผสานรวมเข้ากับ OS X สำหรับ Mac ที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยในปัจจุบัน

Mac OS X Lion พัฒนาการใช้งานระบบสัมผัสขึ้นไปอีกขั้น

ในตัว Lion แอปเปิ้ลจะเน้นในเรื่องของระบบสั่งการแบบสัมผัสมากขึ้น การสั่งการส่วนใหญ่จะทำผ่าน Trackpad ของ Macbook หรือ ​Magic Trackpad ของ iMac ฟังค์ชั่นใหม่เอี่ยมที่เพิ่มเข้าใน Lion อย่างเช่น Mission Control คุณสามารถใช้นิ้วสามนิ้วแตะบน Trackpad แล้วเลื่อนขึ้น Lion จะแสดงโปรแกรมทั้งหมดที่เปิดอยู่ภายในหน้าเดียวและจัดกลุ่มหน้าต่างของโปรแกรมแต่ละโปรแกรมไว้เป็นหมวดหมู่ให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการใช้งานสับเปลี่ยนระหว่างโปรแกรมแต่ละโปรแกรมได้ดียิ่งขึ้น ถ้าคุณท่องอินเตอร์เน็ตกับ Safari การย้อนไปดูหน้าที่แล้วหรือหน้าถัดไปสามารถทำได้โดยใช้สองนิ้วแตะแล้วเลื่อนไปทางซ้ายหรือขวา การซูมแบบแตะสองครั้งบน iPhone ก็เป็นอีกฟังค์ชั่นหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาใน OS X Lion

Launchpad บน Mac OS X Lion

รูปแบบของการเปิดโปรแกรมบน iPhone หรือ iPad โดยที่เราเลือกวางโปรแกรมต่างๆที่ใช้เป็นประจำไว้บนหน้าแรกก็ได้นำมาผนวกไว้ใน Mac OS X Lion เช่นกัน แต่โดยส่วนตัวผมเองแล้วคิดว่าคงจะไม่ใช้ฟังค์ชั่นนี้เพราะว่าหน้าจอของ Mac ค่อนข้างจะใหญ่กว่าบน iPhone กว่าที่จะหาโปรแกรมแต่ละโปรแกรมเจอก็ต้องใช้เวลาพอสมควร และคนที่ใช้ Mac อีกหลายคนที่ใช้โปรแกรม Alfred ในการเปิดโปรแกรมต่างๆอย่างผมคงจะคิดเช่นเดียวกัน icon smile gepostet in worldnews

ฟังค์ชั่นใหม่บน Mac OS X Lion: Autosave, Resume และ Versions

สิ่งที่น่าจับตามองจากตัว OS X Lion จริงๆแล้วคือฟังค์ชั่นใหม่ Resume, Auto Save และ Versions โดย Auto Save จะทำหน้าที่บันทึกการทำงานของเราโดยอัตโนมัติทำให้เราไม่ต้องกังวลกับเรื่องไฟล์งานหายเมื่อเหตุการที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นโดยจะบันทึกในระยะเวลาที่สม่ำเสมอและจัดเก็บเป็น Versions โดยเราสามารถเรียกไฟล์ที่ถูกจัดเก็บ ณ เวลาต่างๆขึ้นมาได้เพื่อแก้ใขในกรณีต่างๆ Resume จะทำหน้าที่จดจำรายละเอียดงานทุกอย่างที่เราทำไว้บนหน้าจอก่อนที่เราจะปิดเครื่องหรือรีสตาร์ท ทำให้เวลาที่เราเปิดเครื่องหรือรีสตาร์ทเครื่องใหม่ งานทุกอย่างที่เราเปิดไว้กลับมาอยู่ที่เดิมเหมือนโต๊ะทำงานของคุณที่ไม่ได้ถูกแตะต้องจากวันก่อนโดยคุณสามารถเดินเข้ามาและทำงานที่ค้างอยู่ต่อได้เลยในวันรุ่งขึ้น

ดีไซน์และรูปแบบใหม่ๆบน Mac OS X Lion

โปรแกรมหลักๆ อย่าง Finder, Mail หรือ Preview ก็ได้รับการอัพเดทดีไซน์รูปแบบใหม่เช่นกัน เราสามารถค้นหาไฟล์งานต่างๆใน Finder ได้ง่ายขึ้น และยังมีฟังค์ชั่นใหม่อย่าง AirDrop เพิ่มเข้ามาให้คุณสามารถแชร์ไฟล์กับเพืื่อนๆที่ใช้ Mac ด้วยกันโดยตรงผ่านสัญญาณ Wireless ของตัวเครื่อง Mail ได้รูปลักษณ์ใหม่ที่คล้ายกับบน iPad สามารถแสดงการตอบโต้ระหว่าง Email หรือที่เรียกว่า Conversation ให้ผู้ใช้ควบคุมเนื้อหาของการตอบโต้แต่ละอีเมลได้ง่ายขึ้น
จากภาพโดยรวมแล้ว Lion ได้มีการอัพเดทกราฟฟิคแอนิเมชั่นบนหน้าจอการทำงาน ไอคอนต่างๆ ให้มีรูปแบบสวยงามน่าใช้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

สิ่งที่คุณควรทราบก่อนอัพเดท Mac OS X Lion

สิ่งที่ผู้ใช้หลายคนติหรือไม่ชอบจากตัว OS X Lion ตัวใหม่นี้ก็คือทิศทางของการเลื่อนเม้าหรือแทรกแพดซึ่งเลียนแบบมาจาก iOS ปกติแล้วบนคอมพิวเตอร์เวลาเราเลื่อนหน้าจอลงล่างเราจะต้องเลื่อน Slide Bar ลงล่างหรือลากนิ้วบนแทรกแพดเข้าหาตัว ซึ่งใน OS X Lion จะเป็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม พยายามที่จะเลียนแบบการเลื่อนบนตัว iPhone ซึ่งเหมาะสำหรับหน้าจอสัมผัสมากกว่าบน Trackpad หรือ Mouse ทำให้ผู้ใช้หลายคนต้องรีบค้นหาวิธีตั้งค่ากลับกันให้วุ่นเลยที่เดียว (System Preferences > Trackpad > Scroll and Zoom) และก็ยังมีโปรแกรมอีกหลายโปรแกรมที่ต้องรอการอัพเดทจากผู้ผลิตซอฟต์แวร์เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับ OS X Lion ได้เต็มร้อยเปอร์เซนต์ อีกทั้งโปรแกรมที่เคยใช้กับระบบ PowerPC จะไม่สามารถทำงานบน Lion ได้ ทำให้ผู้ใช้หลายท่านต้องยึดกับระบบ Snow Leopard ต่อไปจนกว่าจะมีการอัพเดทซอฟต์แวร์ให้มีการรองรับการใช้งานของโปรแกรมต่างๆมากยิ่งขึ้น

วิธีการติดตั้ง Windows 7 บนเครื่อง Mac โดย BootCamp

ในการติดตั้ง Windows  ผ่านทาง Boot Camp จะมีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้
  1. อัพเดทซอฟต์แวร์ของระบบปฏิบัติการ Mac OS X ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด โดยการเลือกไปที่เมนู Software Update เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการทำงานของ Boot Camp ดีที่สุด
  2.  เตรียมพื้นที่ว่างฮาร์ดดิสก์ในเครื่องให้เพียงพอกับระบบของ Windows รวมไปถึงโปรแกรมเสริมและไฟล์ต่างๆ ที่จะมีการติดตั้งเพิ่มเติมภายหลัง
  3. ติดตั้ง Windows ตามปกติ แต่ข้อควรระวังคือตอนเลือก Drive ในการติดตั้ง ต้องเลือกเป็น Drive : BOOTCAMP เท่านั้น
  4. เมื่อติดตั้ง Windows เสร็จ ก็จัดการลง Driver ที่ทาง Apple เตรียมมาให้ในกล่อง ก็คือแผ่น Application Install DVD เพื่อให้ฮาร์ดแวร์ของ Mac สามารถใช้งานใน Windows ได้อย่างสมบูรณ์
  5. ปรับแต่งค่าการใช้งานอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ ความเร็วของเมาส์ในการใช้งานและคีย์บอร์ด รวมไปถึงกำนดว่าจะใช้ Mac OS X หรือ Windows เป็นระบบปฏิบัติการหลัก
ถ้าอ่านและทำความเข้าใจเรียบร้อยแล้ว เราก็จะมาแสดงตัวอย่างในการติดตั้ง Windows 7 ผ่านทาง Boot Camp กัน ที่ขอบอกเลยนะครับว่าไม่ยากเลย สำหรับคนที่ใช้ Mac อยู่แล้ว โดยอย่างที่บอกไปแล้วว่าเราจะต้องทำการผ่านโปรแกรม Boot Camp ที่มีข้อดีที่เราสามารถแบ่งพาร์ติชั่น และเตรียมทรัพยากรสำหรับการติดตั้ง Windows 7 ได้ทันที
ตัวอย่างวิธีการติดตั้ง Windows 7 บนเครื่อง Mac
- ไปที่หน้าจอหลักของเครื่อง Mac แล้วเลือกไปที่เมนู Go > Utilities หรือจะเข้าผ่านทาง Application ก็ทำได้
- เลือกไปที่ไอคอนของ Boot Camp Assistant
- คลิกไปที่ปุ่ม Continue เพื่อทำตามขั้นตอนต่อไป
- กำหนดขนาดพาร์ติชั่นเพื่อติดตั้ง Windows โดยใช้เมาส์ปรับลากเลื่อนซ้ายขวาได้ตามต้องการ ทีมงานแนะนำว่าให้เลือกเป็นขนาด 20 – 30GB ขึ้นไป
- หรือเราสามารถเลือกไปที่ Divide Equally เพื่อให้โปรแกรมกำหนดขนาดพาร์ติชั่นของ Mac และ Windows ในเท่าๆ กัน
- เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้ว ก็คลิกปุ่ม Partition เพื่อให้ระบบสร้างพาร์ติชั่น
- ใส่แผ่นระบบปฏิบัติการ Windows 7 ลงไปไว้ใน DVD Drive

- คลิกปุ่ม Start Installaion เพื่อเริ่มการติดตั้ง Windows 7
- จากนั้นเครื่องก็จะ Restart โดยอัตโนมัติ และเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้ง

- สำคัญคืออย่าเลือกพาร์ติชั่นเป็น BOOTCAMP ในการติดตั้ง WIndows 7 เท่านั้นนะครับ
- เมื่อติดตั้ง Windows 7 เรียบร้อยแล้วก็จะเป็นการติดตั้ง Driver สำหรับ Windows 7
- ใส่แผ่น DVD ลงไปในเครื่อง
- คลิกไปที่ Run Setup.exe เพื่อติดตั้งแบบอัตโนมัติ
- หรือเลือกติดตั้งได้เอง โดยเข้าไปที่โฟลเดอร์ในแผ่น DVD ซึ่งถ้าหากเราติดตั้ง Windows  7 32 bit ก็ให้เลือกเป็น BootCamp

- ส่วนถ้าติดตั้ง Windows 7 64 bit ก็ให้เลือกเป็น BootCamp64  ตามแต่ละเวอร์ชั่นที่เราได้ติดตั้ง เมื่อติดตั้งเสร็จตัวเครื่อง Mac และปุ่มลัดต่างๆ ก็พร้อมใช้งานแล้วครับ
วิธีเลือกการบูตระบบปฏิบัติการว่าจะใช้งาน Mac OS X หรือ Windows 7 
โดยปกติของเครื่อง Mac การที่เราจะเลือกบูตระบบปฏิบัติการระหว่าง Mac OS X กับ Windows สามารถทำได้ด้วยการกดปุ่ม Option ค้างเอาไว้ขณะที่เรากำลังเปิดเครื่อง หรือง่ายเลยก็คือ หลังจากที่เรากดปุ่ม Power เพื่อใช้งาน Mac ก็ให้เรากดปุ่ม Option ค้างไว้ทันที จากนั้นก็จะมีไอคอนมาให้เลือกระหว่าง Mac OS X และ Windows มาให้เราเลือกใช้งานระบบปฏิบัติการ

หรือถ้าหากต้องการที่จะตั้งระบบปฏิบัติการใดเป็นระบบปฏิบัติการหลักเลยก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพราะว่าแต่ละคนคงใช้งานไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะใช้ Mac OS X บ่อยกว่า หรือบางคนก็อาจจะใช้ Windows บ่อยกว่า ซึ่งถ้าเราได้กำหนดให้ Windows เป็นระบบปฏิบัติการหลักแล้ว เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมา Mac ก็จะบูตเข้าใช้งาน Windows ให้ทันที เราไม่จำเป็นต้องกดปุ่ม Option เพื่อทำการเลือกแต่อย่างใด โดยมีวิธีการดังนี้
- ไปที่ System Preferences > คลิกไปที่ Startup Disk
- คลิกเลือก Mac OS X หรือ Windows ให้เป็นระบบปฏิบัติการหลัก
- คลิกปุ่ม Restart เพื่อให้เครื่องบูตใหม่ และในครั้งต่อๆ ไป เปิดเครื่อง Mac เมื่อไหร่ ระบบก็จะบูต OS นั้น ขึ้นมาทันที

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ไม่ยากเลยใช่หรือเปล่า ในการที่ติดตั้ง Windows ผ่านทาง Boot Camp ในเครื่อง Mac เพียงเท่านี้เราก้สามารถใช้งานได้อย่างครองคลุมทั้ง 2 ระบบปฏิบัติการที่ดีที่สุดแล้ว ที่โดยส่วนตัวผมก็ใช้งานอยู่วีธีการนี้อยู่ เวลาที่ต้องใช้งานในการเขียนโปรแกรม PC หรือเล่นเกมที่ใน Mac ไม่มี เอาเป็นว่าหากเพื่อนๆ มีข้อสงสัยหรือติดขัดตรงไหน ก็สามารถโพสสอบถามได้ทันทีเลยนะครับ :D

Mac OS X รุ่นต่างๆ

Mac OS X Public Beta (Kodiak)

เปิดตัวต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2000, เพื่อที่จะได้รับการตอบรับจากผู้ใช้, ซึ่งค่าใช้จ่าย $ 29.95 เป็นที่รู้จักกันทำเครื่องหมายห้องว่างสาธารณะครั้งแรกของอินเตอร์เฟซ Aqua และแอปเปิ้ลได้ทำการเปลี่ยนแปลงหลาย UI ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของลูกค้า Mac OS X Public Beta หมดอายุแล้วและหยุดการทำงานในฤดูใบไม้ผลิ 2001

Mac OS X 10.0 (Cheetah)

วางจำหน่าย 24 มีนาคม พ.ศ. 2544 ได้รับคำชมในเรื่องความเสถียรและความสามารถ แต่มีปัญหาในด้านความเร็วในการทำงาน ราคาจำหน่าย 129 ดอลลาร์

Mac OS X 10.1 (Puma)

วางจำหน่าย 25 กันยายน พ.ศ. 2544 ไม่ได้วางจำหน่าย แต่แจกเป็นชุดอัพเกรดฟรีสำหรับ Cheetah เพิ่มความเร็วในการทำงาน และความสามารถอื่นๆ เช่น การเล่นดีวีดี

Mac OS X 10.2 (Jaguar)

วางจำหน่าย 23 สิงหาคม พ.ศ. 2545 เพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน หน้าตาแบบใหม่ และความสามารถ เช่น

Mac OS X 10.3 (Panther)

วางจำหน่าย 24 ตุลาคม พ.ศ. 2546 พัฒนาความสามารถด้านอื่นเพิ่มขึ้น แต่หยุดสนับสนุนสถาปัตยกรรมแบบ G3 แล้ว ความสามารถเด่นมีดังนี้
  • Exposé - การแสดงหน้าต่างทำงานทั้งหมดในหน้าจอเดียว ทำให้ผู้ใช้เปลี่ยนหน้าต่างทำงานได้อย่างรวดเร็ว
  • Fast User Switching
  • FileVault
  • เพิ่มการสนับสนุนสถาปัตยกรรม G5

Mac OS X 10.4 (Tiger)

กำหนดวางจำหน่าย 29 เมษายน พ.ศ. 2548 ความสามารถเด่นมีดังนี้
  • Spotlight
  • Dashboard
  • QuickTime 7
  • Automator
  • Front row

Mac OS X 10.5 (Leopard)

แมคโอเอสเทน เลเพิร์ด (มักเรียกผิดเป็น ลีโอพาร์ด) วางจำหน่ายในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2550 มีความสามารถเด่นที่ประกาศแล้วดังนี้
  • Time Machine
  • Spaces
  • Core Animation
  • Quicklook
  • Stack
  • Finder ใหม่ที่รวม Cover Flow view เข้าไป
  • รองรับ 64-bit
นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงแอปพลิเคชันที่มีอยู่เดิมอีกด้วย

Mac OS X 10.6 (Snow Leopard)

แมคโอเอส สโนว์ เลเพิร์ด ได้วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552 โดยหยุดการสนับสนุนสถาปัตยกรรม PowerPC และมีความสามารถพิเศษเพิ่มเติมดังนี้
  • Dock Exposé
  • QuickTime X
  • Grand Central Dispatch
  • Safari 4
  • เขียนภาษาจีนโดยใช้ Trackpad ได้
  • ติดตั้งเร็วขึ้น 45%
  • ใช้พื้นที่น้อยลง 6GB
  • ปรับปรุงโค้ดกว่า 90%
  • เปลี่ยนเป็นระบบปฏิบัติการ 64 บิต อย่างสมบูรณ์
  • โปรแกรมทั้งหมดเปลี่ยนเป็น 64 บิต

 Mac OS X 10.7 (Lion)

แมคโอเอส เท็น ไลออน ราคาจำหน่าย 29.99 เหรียญสหรัฐฯ และแจกจ่ายไม่คิดเงินสำหรับผู้ซื้อรุ่น 10.6 ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2554 หรือหลังจากนั้น ซึ่งไม่ได้รับ แมคโอเอส เท็น รุ่น 10.7
  • Facetime
  • Safari 5
  • iLife' 11
  • Launchpad
  • Mission Control
  • Mac App Store
  • Full-screen apps
  • Multi-Touch Gestures
  • Auto save
  • Apps resume when launched
  • Autohiding Scrollbars
  • รองรับ Multi-Touch Gestures เพิ่มมากขึ้น (สำหรับ Apple MagicMouse และ Apple MagicTrackpad)
  • รองรับการ Preview ในรูปแบบเต็มหน้าจอ
  • รองรับ iCloud (รุ่น 10.7.2)
  • รองรับ Back To My Mac (รุ่น 10.7.2)
  • รองรับ Find My Mac (รุ่น 10.7.2)

Launchpad

อย่างที่ทราบกันไปในบทความที่แล้วว่า Launchpad คืออะไรกันไปก่อนหน้านี้แล้ว ในบทความนี้ เราจะมารู้ถึงการจัดการต่างๆ ที่เกี่ยวกับ Launchpad  เนื่องจาก Launchpad  นำแนวความคิดมาจาก iOS ซึ่งหากคุณเป็นผู้ที่คุ้นเคยสำหรับการใช้งาน iPhone iPad มาแล้วนั้น บทความนี้คุณอาจจะเข้าใจมาแล้วทั้งหมดก็เป็นได้หรืออาจจะทำให้คุณเข้าใจในการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

การเรียกใช้งาน Launchpad  สามารถทำได้หลายวิธีดังนี้

  • เรียกใช้งานผ่าน Trackpad  โดยการใช้นิ้วมือ 4 นิ้วทำการเลื่อนเข้าหากัน
  • เรียกใช้งานผ่าน Dock โดยการกดที่ Icon บน Dock
  • เรียกใช้งานคุณสมบัติของ Hot corners ซึ่งจะอธิบายในบทความอื่นต่อไป


หน้าจอ Launchpad



การเปลี่ยนหน้าใน Launchpad  

ถ้ามี Apllication ที่ติดตั้งไว้เป็นจำนวนมาก ตัว Launchpad จะแบ่ง Apllication ออกเป็นหลายๆหน้า หากเราต้องการจะเปลี่ยนการใช้งาน Launchpad ไปยังหน้าอื่นๆ สามารถทำได้โดยการใช้นิ้วมือ 2 นิ้วลากไปทางซ้ายหรือขวา เพื่อเปลี่ยนหน้า Launchpad ได้ตามต้องการ

การจัดเรียง Apllication บนหน้าจอ
  • เลือก Icon ที่ต้องการค้างไว้จน Icon สั่น หลังจากนั้นสามารถย้ายไปที่ต่างๆได้ตามต้องการ
  • ถ้าต้องการนำไปยัง หน้าอื่นใน Apllication ให้ลาก Icon นั้นไปยังขอบหน้าจอทิ้งไว้ แล้วรอสักครู่
  • ถ้าต้องการให้ Apllication นั้นไปไว้ตรง Dock สามารถลากไปใส่ได้ตามปกติ

การนำ Apllication ต่างๆไปรวมไว้ใน Folder เดียวกัน

  • เลือก Icon ที่ต้องการค้างไว้จน Icon สั่น
  • หากลาก Icon ที่ต้องการไปรวมกับ Icon อื่นจะเป็นการสร้าง Folder ขึ้นมาใหม่โดยที่มี Icon ที่เราเลือกและ Icon ที่ถูกรวม อยู่ใน Folder เดียวกัน

ลาก Icon มารวมกัน


เป็น Folder ใหม่ที่มี Icon ทั้งสองอยู่ใน folder เดียวกัน

  • ลาก Icon ที่ต้องการไปยัง Folder  ที่มีอยู่แล้วจะเป็นการ นำ Icon นั้นเพิ่มข้าไปใน Folder ที่มีอยู่

นำ Icon ไปรวมกับ folder ที่มีอยู่แล้ว

    ## Tip ##

  • กดที่ชื่อ Folder เพื่อทำการเปลี่ยนชื่อ Folder
  • หากทำการเลือก Folder อยู่ กดที่ Folder อีกครั้งจะเป็นการกลับไปยังหน้า Launchpad
  • หากลาก Icon ใน Folder ออกมานอกแถบ Folder จะเป็นการนำ Application ออกจาก Folder

Trackpad

Trackpad คืออะไร ?
Trackpad หรือ Multi - Touch Trackpad เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แทน Mouse เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานโดยเฉพาะการใช้งานสำหรับ MacBook ( Notebook ของ Apple ) โดยหากเป็น MacBook จะอยู่ส่วนล่างของแป้นพิมพ์มีหน้าตาเป็นรูปแผ่นสี่เหลี่ยมนั่นเอง

ถ้าหากเป็น iMac หรือ Mac mini ก็สามารถหาเจ้า Magic Trackpad มาเป็นอุปกรณ์เสริมได้ เช่นเดียวกัน
Trackpad สามารถรองรับระบบ Multi - Touch ได้ โดยระบบนี้สามารถสั่งงานได้ทันทีผ่านการสัมผัสเท่านั้นและยังสามารถรองรับการสั่งงานพร้อมกันได้ถึง 4 นิ้วด้วยกัน โดยตัวระบบจะแปลความหมายของการสัมผัส Trackpad เป็นคำสั่งต่างๆ ซึ้งทำให้การใช้งานมีความรวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น


วิธีการใช้งานและการปรับแต่งการใช้งาน Trackpad
ใน Mac OS X Lion มี VDO สอนการใช้งาน  Multi - Touch Trackpad ให้อยู่แล้วในส่วนของ System Preferences >> Trackpad ในขั้นตอนการปรับแต่งจะมี VDO การใช้งานแสดงอยู่ด้วย




ใน Mac OS X Lion นี้จะแบ่งการใช้งาน Trackpad เป็น 3 ประเภท ได้แก่ Point & Click , Scoll & Zoom , More Gustures

Point & Click



  • Tab to click  เป็นการเปิด การใช้งานการ Tab ( การสัมผัสพื้นผิวของ Trackpad ) แทนการ Click ( การกดลงบนพื้นผิวของ Trackpad  )
  • Secondary click  เป็นการเปิดการใช้งาน การใช้งานนิ้วทั้งสองนิ้วพร้อมกันแทนการ Click ขวา และสามารถปรับเป็น สัมผัสหรือกดที่มุมซ้ายล่างหรือมุมขวาล่างของ Trackpad ก็ได้
  • Look up  เป็นการเปิดการใช้งาน การค้นหาคำอธิบายคำต่างๆในแหล่งอ้างอิง โดยใช้งานนิ้วทั้งสามนิ้วพร้อมกันโดยการ สัมผัวหรือกดไปที่ Trackpad สองครั้ง
  • Three finger drag  เป็นการเปิดการใช้งานการลากวัตถุที่ต้องการด้วยการใช้นิ้วมือสามนิ้ว โดยไม่จำเป็นต้องเลือกวัตถุนั้นก่อนที่จะ Drag เพียงให้ลูกศรไปชี้ที่วัตถุที่ต้องการก็สามารถ Drag ได้ทันที
  • Tracking Speed  เป็นการปรับระดับความเร็วในการตอบสนองการใช้งาน Trackpad

Scoll & Zoom




  • Scroll direction : natural  เป็นการใช้งาน Scroll แบบธรรมชาติซึ่งโดยปกติ การแสดงผลของหน้าจอจะเป็นไปตามทิศทางของการ Scroll เช่น Scroll up ใช้เลื่อนขึ้น Scroll Down ใช้เลื่อนลง แต่ถ้าหากเปิดใช้งาน option  นี้แล้วการแสดงผลเวลาใช้งาน Scroll จะสลับกันนั่นเอง
  • Zoom in or out  เป็นการเปิดการใช้งานการย่อ - ขยาย หน้าจอโดยใช้นิ้วสองนิ้วเลื่อนเข้าหากันหรือเลื่อนออกจากกัน เพื่อทำการย่อ ขยาย ตามลำดับ โดยอ้างอิงตำแหน่งตรงกลางจากลูกศร
  • Smart Zoom  เป็นการเปิดการใช้งานการขยายสิ่งที่เราต้องการให้แสดงผลเต็มหน้าจอ ทำได้โดยการใช้นิ้วมือสองนิ้ว สัมผัสหรือกดลงบน Trackpad สองครั้ง
  • Rotate  เป็นการเปิดการใช้งานการหมุนรูป โดยการใช้นิ้วมือสองนิ้วเลื่อนสลับตำแหน่งกันเป็นวงกลม

More Gustures


  • Swipe between pages  เป็นการเลือกใช้งานการเปลี่ยนหน้าเอกสารหรือหน้า web page โดยการใช้นิ้วมือที่กำหนด Scroll ไปทางซ้ายเพื่อเลื่อนไปยังหน้าที่แล้วหรือ Scroll เพื่อเลื่อนไปยังหน้าถัดไป สามารถปรับแต่งได้ว่าต้องการใช้นิ้วมือ 2 นิ้วหรือ 3 นิ้ว
  • Swipe between full-screen apps  เป็นการเลือกใช้งานการเปลี่ยนไปใช้งานโปรแกรมอื่น โดยการใช้นิ้วมือที่กำหนดทำการเลื่อนไปทางซ้ายหรือขวาของ Trackpad สามารถปรับแต่งได้ว่าต้องการใช้นิ้วมือ 3 นิ้วหรือ 4 นิ้ว
  • Mission Control  เป็นการแสดงสิ่งที่เรากำลังเปิดใช้งานทั้งหมด โดยแสดงให้เห็นในหน้าจอเดียว โดยการใช้นิ้วมือที่กำหนดเลื่อนจากล่างขึ้นบนตาม Trackpad  สามารถปรับแต่งได้ว่าต้องการใช้นิ้วมือ 3 นิ้วหรือ 4 นิ้ว


หน้าจอแสดง Mission Control

  • App Expose  เป็นการปรับแต่งให้แสดงผลของการงานจากโปรแกรมด้วยกันให้อยู่ในหน้าจอเดียวโดยการใช้นิ้วมือที่กำหนดเลื่อนจากบนลงล่างตาม Trackpad  สามารถปรับแต่งได้ว่าต้องการใช้นิ้วมือ 3 นิ้วหรือ 4 นิ้ว

หน้าจอแสดง App Expose
  • Launchpad  เป็นการเปิดการใช้งาน Launchpad ( การแสดงผลของ Desktop เหมือนระบบ iOS เช่น iPhone iPad ) โดยการใช้นิ้วมือ 4 นิ้วทำการเลื่อนเข้าหากัน

หน้าจอแสดง Launchpad

  • Show Desktop  เป็นการเปิดการใช้งานการแสดง Desktop เมื่อใช้นิ้วมือ 4 นิ้วเลื่อนออกจากกัน

การปรับแต่งการแสดงผลที่ต้องการใช้งานเพิ่มเติม

1. ปรับแต่งภาษาไทยให้ใช้งานกับระบบ


1.1 เลือก System Preferences ที่อยู่บน Dock


1.2 เลือกคำสั่ง Language & Text






1.3 ไปที่แถบ Language เลือก Edit List ตรงมุมซ้ายล่าง


1.4 เลือกเครื่องหมายถูกหน้าภาษาที่ต้องการ



1.5 ในแถบ Formats เป็นการปรับแต่งเกี่ยวกับตัวเลข ปฏิทิน และสกุลเงิน


ในส่วนของ Region : ให้เลือกเป็น Thailand (Thai)
ในส่วนของ Calendar : หากต้องการให้แสดงผลเป็นปีพุทธศักราช ให้เลือกเป็น Buddhist
ในส่วนของ Cerrency : เป็นการแสดงผลของสกุลเงิน ให้เลือกเป็น Thai Baht

1.6 ในแถบ Input Sources เป็นการปรับแต่งภาษาที่ใช้ในการพิมพ์


  • เลือกเครื่องหมายถูก หน้าช่องของภาษาที่เราต้องการ
  • หากเลือก Show Input menu in menu bar  จะแสดงสัญลักษณ์ภาษาตรง Status bar
1.7 หากต้องการ Hot Key ไว้สำหรับเปลี่ยนภาษาที่ใช้พิมพ์ ให้เลือกที่ Keyboard Shortcuts


  • ในแถบของ Keyboard & Text Input ให้เลือกเครื่องหมายถูกในช่อง Select the previous input source 



  •  ใน Mac OS X Lion นี้ หากเราใช้ Hot key เปลี่ยนภาษาทีใช้พิมพ์ที่ทาง Mac OS ตั้ง Defaults ไว้ให้ เราจำเป็นที่จะต้องไปยกเลิก Hot Key ของการใช้งาน Sportlight ด้วย เนื่องจาก Hot Key มันเหมือนกัน โดยไปที่แถบ Sportlight แล้วนำเครื่องหมายถูกออก

วิธีการสลับภาษาสำหรับพิมพ์ สามารถทำได้ 2 วิธี 



1. เลือกที่ Icon รูปภาษาตรง Status bar  แล้วเลือกภาษาที่ต้องการจะใช้


ทำความรู้จักกับส่วนต่างๆบน Desktop

หลังจากเปิดเครื่องแล้ว ( บางเครื่องหากตั้ง Acoount ไว้จะเห็นหน้าจอ Log in ก่อน ) จะพบกับหน้าจอว่างๆ เรียกได้ว่าเป็น Desktop โดยมีเมนูอยู่ทั้งด้านบนและด้านล่างของจอ โดยแยกเป็นส่วนต่างๆ ได้ดังนี้

1. Dock คือส่วนที่อยู่ด้านล่างของหน้าจอทั้งหมด บน Dock จะประกอบไปด้วย Icon ของโปรแกรมต่างๆ ที่ใช้งานเป็นประจำรวมไปถึงโปรแกรมที่กำลังใช้งานอยู่ในปัจจุบัน โดยที่โปรแกรมที่กำลังเปิดใช้งานอยู่จะมีไฟติดอยู่ที่ด้านล่าง Icon นั้นๆ ส่วนด้านขวาของ Dock โดยทั่วไปแล้ว จะประกอบไปด้วย Document Download และถังขยะ โดย ​Folder  Document และ Download จะแสดงไฟล์ที่ถูกเรียกใช้งานบ่อย โดยเรียงตามการใช้งานล่าสุดจะอยู่ล่างสุด ส่วนถังขยะเอาไว้สำหรับลบไฟล์หรืิอ folder ที่ไม่ต้องการ เราสามารถปรับแต่ง Dock ได้ตามต้องการ ตั้งแต่การเพิ่ม ลดโปรแกรมบน Dock ย้าย Dock ไปอยู่ด้านข้างของหน้าจอ โดยจะเขียนวิธีการปรับแต่งต่างๆ ไว้ในโอกาสถัดไป
Dock
2. Menu Bar คือส่วนที่อยู่ด้านซ้ายบนของหน้าจอ โดยคำสั่งใน Menu Bar จะเปลี่ยนไปตามโปรแกรมที่กำลังใช้งาน ( เริ่มแรกจะเป็นของโปรแกรม Finder ซึ่งเป็นโปรแกรมหลักที่มีไว้สำหรับจัดการไฟล์และโฟลเดอร์รวมไปถึงการเปิดปิดโปรแกรม ทำหน้าที่คล้าย Explorer ในระบบปฏิบัติการ Window )
Menu Bar

3. Status Bar คือส่วนที่อยู่ด้านขวาบนของหน้าจอ โดยจะมี Icon ต่างๆแสดงสถานะการทำงานในปัจจุบัน เช่น ไอคอนลำโพง ไอคอนแสดงภาษา ไอคอนแสดงการทำงานของระบบเครือข่ายไร้สาย หรือไอคอนแสดงสถานะของแบตเตอรี่ เป็นต้น

การจัดการเกี่ยวกับ Application บน Mac OS X Lion

การเปิด Application สามารถเปิดได้หลายวิธี

1. เปิดจาก Dock เป็นการเรียกใช้งานได้อย่างรวดเร็ว โดยการเลือก Application ที่ต้องการจะเปิดก็สามารถเปิดได้ทันที


2. เปิดจาก Finder โดยปกติ Finder จะถูกเปิดใช้งานอยู่ตลอดเวลา แล้วไปแถบ Application หลังจากนั้นก็เลือกเปิด Application ตามต้องการ


Finder

3. เปิดจาก Launchpad มีวิธีการใช้งานคล้าย กับ iOS ที่แสดงผลใน iPhone หรือ iPad วิธีการใช้งาน เริ่มต้นจากการเปิด Application Launchpad ก่อนตรง Dock หลังจากนั้นก็เปิด Apllication ตามต้องการ


Launchpad Icon


รูป Desktop เมื่อเปิดใช้งาน Launchpad

Tip # การเปิด Launchpad สามารถทำได้อีกวิธี โดยการนำนิ้วมือ 4 นิ้วไปวางบน Trackpad แล้วนำนิ้วมือทั้ง 4 หุบเข้าหากัน และหากต้องการปิด Launchpad ก็สามารถใช้วิธีการนำนิ้วมือทั้ง 4 กางออกจากกันได้ เช่นเดียวกัน

การปิด Application 

1. ใช้ Hot key โดยการกด Command + Q
2. คลิกชื่อโปรแกรมโดยคลิกเมนูด้านบน แล้วเลือกคำสั่ง Quit


3. คลิกขวาที่ Application นั้นๆบน Dock แล้วเลือก Quit



การย่อ ขยายหน้าต่าง Application

การย่อหน้าต่าง Application 
ทำได้โดยกดที่ปมุ่สีเหลืองด้านซ้ายบนของหน้าต่าง Application



หน้าต่างจะถูกย่อมาอยู่บน Dock และหากต้องการใช้งานอีกก็สามารถกดตรง icon บน Dock ได้เลย



การปรับขนาดหน้าต่าง Application
นำเมาส์ไปวางตรงตำแหน่งขอบหน้าต่างของ Application แดรกเมาส์ ( คลิ๊กค้างแล้วลาก ) จะสามารถปรับขนาดได้ตามต้องการ

การปรับขนาดหน้าต่าง Application ให้เป็น Full Screen
คลิกที่  icon Full Screen ตรงมุมขวาบนของหน้าต่าง Application หากคลิกซ้ำจะเป็นการย่อกลับมาเป็นหน้าต่างปกติ


วิธีการติดตั้ง Mac OS X Lion



การติดตั้ง Mac OS X Lion มีด้วยกัน  2 วิธี คือ

1. การติดตั้งแบบอัพเกรด โดยจะเป็นการติดตั้ง Mac OS X Lion ลงทับ Mac OS X Snow Leopard โดยการติดตั้งแบบอัพเกรดนี้ จะไม่ทำให้ข้อมูลเดิมที่เคยทีการบันทึกไว้สูญหายไป เช่น เพลงใน iTunes, รายชื่อเพื่อนๆ ใน Address Book 
2. การติดตั้งแบบติดตั้งใหม่ทั้งหมด โดยจะเป็นการติดตั้งแบบล้างข้อมูลเดิมที่มีอยู่ออกทั้งหมด
ซึ่งทั้งสองวิธีสามารถติดตั้งจากแผ่น DVD หรือจาก Flash Drive หรือติดตั้งผ่านอุปกรณ์เครือข่าย ได้


ความต้องการของระบบสำหรับการติดตั้ง Mac OS X Lion





ชื่ออุปกรณ์ ความต้องการขั้นต่ำของระบบ
CPU Intel Core 2 Duo
RAM 2GB
Harddisk space7GB
อื่นๆ ต้องการ DVD Drive สำหรับการติดตั้งด้วยแผ่น DVD
ต้องการ Mac OS X 10.6.6 เป็นต้นไปสำหรับการติดตั้งแบบอัพเกรด
คุณสมบัติเพิ่มเติม ต้องการการเชื่อมต่อกับ Internet และคุณสมบัติบางอย่างต้องเป็นสมาชิก Apple ID



สำหรับเครื่อง Mac รุ่นใหม่ๆ ที่วางจำหน่ายไม่เกินสองปี ( 2009 เป็นต้นไป ) สามารถติดตั้งระบบปฏิบัติการ Mac OS X Lion ได้อย่างไม่มีปัญหา หากว่าเป็นรุ่นเก่ากว่านั้น ควรตรวจสอบความสามารถของเครื่องเล็กน้อยว่าสามารถรองรับระบบปฏิบัติการได้หรือไม่
การติดตั้ง Mac OS X Lion จากแผ่น DVD

1. เปิดเครื่องแล้วกดปุ่ม  Option ค้างไว้ จะเห็นหน้าต่างแสดงรายการอุปกรณ์
2. เลือก Icon DVD แล้วกด Enter


3. เลือกภาษาที่ต้องการใช้ระหว่างทำการติดตั้ง แล้วคลิกปุ่มถัดไป


4. เลือก Continue

4.1 หากต้องการจัดการพื้นที่ในการเก็บข้อมูลใหม่ให้ไปที่ Menu bar เลือก Go >> Disk Utility
       >> Disk Utility



4.2 หากต้องการ Format Partition ให้ไปที่แทป Erase เลือก Harddisk แล้วเลือก Partition ที่ต้องการแล้วกดปุ่ม  Erase


4.3 เลือก Erase อีกครั้งเพื่อยืนยันการลบข้อมูล


5. เลือก Agree เพื่อยอมรับเกี่ยวกับสิทธิ์ในการใช้งาน



6. เลือก Drive ที่ต้องการจะติดตั้งแล้วเลือก Install


7. รอระบบทำการติดตั้งแล้ว เลือก Restart เพื่อทำการ Boot เครื่องใหม่


8. เลือก Show all แล้วเลือกภาษาที่ต้องการ ( Thai ) แล้วเลือก Continue


9. เลือกรูปแบบ Keyboard ( Thai ) แล้วเลือก Continue


10. หากมีสัญาณ wi-fi ให้เลือกเคริอข่ายที่ต้องการเชื่อมต่อ หากไม่ต้องการให้กด Continue


11. หากมีข้อมูลส่วนตัวที่ต้องการถ่ายโอน ให้เลือก Device ที่ต้องการ หากไม่มีให้กด Continue


12. กรอก Apple ID หากไม่มีสามารถข้ามได้โดยการกด Continue


13. กรอกข้อมูลส่วนตัวสำหรับการลงทะเบียน หากไม่ต้องการกรอกสามารถข้ามได้โดยกด Continue


14. กรอกข้อมูลเพื่อทำการสร้างข้อมูล Account เริ่มต้น ที่จะใช้งาน


14.1 กรอกชื่อนามสกุลเป็นภาษาอังกฤษ
14.2 กรอกชื่อย่อหรือชื่อที่จะเป็น Account หลักของเครื่อง
14.3 กรอก Password ทั้งสองช่องให้ตรงกัน
14.4 ใส่ข้อความเตือนหากลืมรหัสผ่าน
14.5 หากกรอกข้อมูลครบแล้วเลือก Continue

15. เลือกรูปสำหรับเป็น Display ของ Account



15.1 เลือกถ่ายรูปใหม่หรือนำมาจาก Libraly
15.2 เลือกย่อ-ขยาย ปรับขนาดรูปภาพให้เหมาะสม
15.3 หากเลือกถ่ายรูปใหม่ให้กดที่ปุ่มรูปกล้อง เพื่อทำการถ่ายรูป
16. เลือก Continue
17. เลือก Start Using Lion แล้วเสร็จสิ้นการติดตั้ง



โดยทั่วไปลำดับขั้นตอนการติดตั้งจะเป็นแบบนี้น่ะครับ หากใครที่มีติดตั้งแล้วมีการติดตั้งแล้วมีอะไรที่ต่างออกไป แล้วมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้น่ะครับ